
จากการปฏิบัติหน้าที่สอบสวนคดีธรรมดา สู่การถูกชี้มูลความผิดและมีคำสั่งไล่ออกจากราชการ
เรื่องราวนี้เป็นกรณีศึกษาจากคดีจริงที่ผมมีโอกาสเข้ามาให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ข้าราชการตำรวจนายหนึ่ง ซึ่งเคยปฏิบัติหน้าที่เป็นพนักงานสอบสวน และต่อมาถูกกล่าวหาว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบจากการดำเนินการสอบสวนคดีเกี่ยวกับเช็ค
จุดเริ่มต้นของเรื่องเกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2563 ขณะพนักงานสอบสวนนายดังกล่าวรับคำร้องทุกข์ในคดีเช็ค และดำเนินการออกหมายเรียกผู้ต้องหาไปยังที่อยู่สองแห่ง เนื่องจากมีข้อมูลว่าผู้ต้องหาเปลี่ยนแปลงภูมิลำเนา โดยหมายเรียกทั้งสองฉบับกำหนดวันนัดแตกต่างกัน
ต่อมาในวันที่ 25 มีนาคม 2564 ผู้ต้องหาได้เดินทางมาพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียกจริง แต่ในวันดังกล่าวยังไม่มีการสอบปากคำและแจ้งข้อกล่าวหา เนื่องจากพนักงานสอบสวนมีภารกิจสอบสวนคดีอื่นหลายราย และผู้ต้องหายังไม่ได้นำเอกสารประกอบการชี้แจงมาแสดง
อย่างไรก็ตาม พนักงานสอบสวนได้จัดทำรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี บันทึกการเดินทางมาพบของผู้ต้องหาไว้เป็นหลักฐาน โดยมีลายมือชื่อผู้ต้องหารับทราบ
ต่อมาเมื่อพิจารณาเรื่องเขตอำนาจสอบสวน พนักงานสอบสวนได้ส่งสำนวนไปยังสถานีตำรวจอีกแห่งหนึ่งเพื่อดำเนินการต่อ แต่ปรากฏว่า ไม่ได้แนบสำเนารายงานประจำวันซึ่งบันทึกว่าผู้ต้องหาเคยมาพบพนักงานสอบสวนแล้วไปพร้อมกับสำนวน
เอกสารเพียงฉบับเดียวนี้ กลายเป็นประเด็นสำคัญของเรื่องราวทั้งหมด
เวลาผ่านไปเกือบสองปี พนักงานสอบสวนผู้รับสำนวนได้ดำเนินการขอหมายจับผู้ต้องหาต่อศาล และต่อมาผู้ต้องหาถูกจับกุม
เหตุการณ์ดังกล่าวนำไปสู่การตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานสอบสวนคนเดิม โดยมีข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการออกหมายเรียกสองฉบับ การไม่แจ้งข้อกล่าวหาในวันที่ผู้ต้องหามาพบ และการไม่แนบรายงานประจำวันไปพร้อมกับสำนวน อันถูกตั้งข้อสงสัยว่าเป็นการดำเนินการโดยมิชอบเพื่อให้ผู้ต้องหาถูกออกหมายจับ
ในที่สุด พนักงานสอบสวนนายดังกล่าวถูกคณะกรรมการ ป.ป.ท. ชี้มูลความผิด และถูกต้นสังกัดมีคำสั่งลงโทษไล่ออกจากราชการ พร้อมทั้งมีประเด็นความรับผิดทางอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 มาตรา 158 และกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
จากตำรวจที่ทำหน้าที่สอบสวนคดีให้ประชาชน กลับกลายเป็นผู้ถูกกล่าวหาที่ต้องต่อสู้เพื่อพิสูจน์การปฏิบัติหน้าที่ของตนเอง
ทั้งนี้ พนักงานสอบสวนนายดังกล่าวยังคงปฏิเสธข้อกล่าวหา โดยยืนยันว่าการไม่แนบเอกสารเกิดจากความคลาดเคลื่อนในการรวบรวมและจัดส่งสำนวน มิได้มีเจตนาปกปิดพยานหลักฐานหรือกลั่นแกล้งผู้ต้องหา และได้ดำเนินการใช้สิทธิตามกฎหมายเพื่อขอความเป็นธรรม
ประเด็นสำคัญที่ต้องตรวจสอบต่อไปคือ ความผิดพลาดในการจัดส่งเอกสารดังกล่าวเป็นเพียงข้อบกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่ หรือมีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะรับฟังว่าเป็นการกระทำโดยมีเจตนาตามองค์ประกอบความผิดอาญา ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบและเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย
สิ่งที่พนักงานสอบสวนควรนำไปเป็นบทเรียน
ประการแรก การออกหมายเรียกทุกฉบับต้องมีเหตุผลและตรวจสอบย้อนหลังได้
หากจำเป็นต้องออกหมายเรียกหลายฉบับหรือส่งไปยังหลายที่อยู่ ควรบันทึกเหตุผลและรายละเอียดให้ชัดเจน โดยเฉพาะกรณีที่กำหนดวันนัดแตกต่างกัน เพื่อป้องกันความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าผู้ต้องหาหลีกเลี่ยงหมายเรียก
ประการที่สอง เมื่อผู้ต้องหามาพบพนักงานสอบสวน ต้องมีหลักฐานยืนยันการมาพบอย่างชัดเจน
หากยังไม่สามารถสอบปากคำหรือแจ้งข้อกล่าวหาได้ ควรบันทึกเหตุผล ข้อเท็จจริง และการนัดหมายครั้งต่อไปไว้ให้ครบถ้วน เพราะข้อมูลเหล่านี้อาจมีความสำคัญต่อการพิจารณาขอออกหมายจับในภายหลัง
ประการที่สาม การส่งสำนวนระหว่างสถานีตำรวจต้องตรวจสอบเอกสารให้ครบถ้วน
รายงานประจำวัน หมายเรียก หลักฐานการส่งหมาย และเอกสารเกี่ยวกับการมาพบของผู้ต้องหา ล้วนเป็นข้อมูลสำคัญที่พนักงานสอบสวนผู้รับสำนวนต้องใช้ประกอบการดำเนินคดี
การตกหล่นของเอกสารบางฉบับอาจทำให้ผู้รับสำนวนไม่ทราบข้อเท็จจริงทั้งหมด และนำไปสู่ปัญหาที่กระทบต่อสิทธิของผู้ต้องหา รวมถึงความรับผิดของเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง
ประการที่สี่ อย่ามองข้ามงานธุรการ เพราะอาจกลายเป็นประเด็นความรับผิดทางวินัยและอาญา
แม้การไม่แนบเอกสารจะไม่ได้หมายความว่าผู้ปฏิบัติหน้าที่มีเจตนาทุจริตเสมอไป แต่เมื่อเกิดความเสียหายขึ้น เจ้าหน้าที่อาจต้องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบและพิสูจน์ข้อเท็จจริง ซึ่งส่งผลกระทบต่อหน้าที่ราชการ ชื่อเสียง ครอบครัว และอนาคตของตนเอง
ประการที่ห้า เมื่อถูกกล่าวหาว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ต้องรวบรวมพยานหลักฐานและใช้สิทธิชี้แจงอย่างครบถ้วน
เอกสารที่จัดทำไว้ในขณะปฏิบัติหน้าที่ อาจกลายเป็นพยานหลักฐานสำคัญในการพิสูจน์ข้อเท็จจริงในอีกหลายปีต่อมา จึงควรเก็บรักษาและจัดระบบเอกสารให้สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้
ข้อคิดฝากถึงเพื่อนข้าราชการตำรวจ
คดีนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่า การปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานสอบสวนไม่ได้จบลงเพียงการรับคำร้องทุกข์ สอบปากคำ หรือมีความเห็นทางคดีเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความถูกต้องครบถ้วนของเอกสารและขั้นตอนการดำเนินงานทุกส่วนด้วย
ความผิดพลาดทางธุรการอาจเกิดขึ้นได้ แต่ผลกระทบที่ตามมาอาจไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย
ในขณะเดียวกัน การพิจารณาความรับผิดของเจ้าหน้าที่ก็ต้องแยกให้ชัดเจนระหว่างความบกพร่อง ความประมาท และการกระทำโดยมีเจตนาทุจริตหรือเจตนาโดยมิชอบตามที่กฎหมายบัญญัติ ไม่ควรนำผลเสียหายที่เกิดขึ้นภายหลังมาเป็นข้อสรุปถึงเจตนาของผู้ปฏิบัติหน้าที่โดยปราศจากพยานหลักฐานที่เพียงพอ
ผมจึงอยากฝากเรื่องราวนี้ไว้เป็นอุทาหรณ์แก่พนักงานสอบสวนทุกท่าน โดยเฉพาะผู้ที่ต้องรับผิดชอบสำนวนจำนวนมากภายใต้ข้อจำกัดด้านเวลาและกำลังพล
ก่อนส่งสำนวนทุกครั้ง ขอให้ตรวจสอบเอกสารอีกสักรอบ เพราะเอกสารที่ตกหล่นเพียงฉบับเดียว อาจกลายเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาหลายปีในการพิสูจน์ข้อเท็จจริง และอาจส่งผลต่อชีวิตราชการอย่างคาดไม่ถึง
ท้ายที่สุด คดีนี้ยังอยู่ระหว่างการใช้สิทธิต่อสู้และขอความเป็นธรรมตามกระบวนการกฎหมาย จึงยังไม่อาจสรุปความรับผิดทางอาญาของบุคคลใดได้
บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นกรณีศึกษาและเตือนใจผู้ปฏิบัติหน้าที่ มิใช่เพื่อกล่าวโทษบุคคลหรือหน่วยงานใด
บทเรียนจากคดีจริง โดยสงวนชื่อและรายละเอียดที่อาจระบุตัวบุคคล เพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้เกี่ยวข้อง
